การลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ คือเป็นลักษณะสำคัญของความเป็นอิสระทางการเงิน และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเกษียณอายุ  โดยมี 2 เครื่องมือสำคัญที่จะบรรลุความมั่นคงทางการเงิน คือ การสร้างความมั่งคั่ง และการคงไว้ซึ่งความมั่งคั่ง นักลงทุนเริ่มต้นส่วนใหญ่ มักจะมองข้ามการคงไว้ซึ่งความมั่งคั่ง ราวกับการสะสมความมั่งคั่งเป็นผลตอบแทนกันทั่วไปว่าเป็นผลตอบแทนหลักและวัตถุประสงค์อยู่แล้ว

การลงทุนเป็นตัวขับเคลื่อนหลักให้เกิดการคงไว้ซึ่งความมั่งคั่ง สนับสนุนส่งเสริมให้สินทรัพย์เติบโตอย่างยั่งยืน การลงทุนในลักษณะนี้ สามารถทำได้หลายวิธี รวมทั้งเงินฝากประจำด้วย (ผลตอบแทน 1 – 2% ต่อปี) การลงทุน รวมถึงกรมธรรม์ (ส่วนหนึ่งของแผนกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้งหมหด) investment-linked policies (part of whole life insurance policy plans) พันธบัตรองค์กร หุ้น และส่วนแบ่ง และการลงทุนอสังหาริมทรัพย์

ยกตัวอย่างเช่น ผลการสำรวจนักลงทุนทั่วโลกโดย BlackRock ล่าสุด พบว่านักลงทุนชาวสิงคโปร์ใช้เงินสดมากไปในพอร์ตการลงทุนและควรมีความหลากหลาย พอร์ตการลงทุนโดยเฉลี่ยของนักลงทุนชาวสิงคโปร์อยู่ที่การถือเงินสดประมาณ 48% ในขณะที่ตราสารทุน 18% อสังหาริมทรัพย์ 8% พันธบัตร 5% และอื่น ๆ 3%

ความเชื่อนี้ คือกระจกสะท้อนภายในภูมิภาค ที่มีชาวมาเลเซียในสัดส่วน ร้อยละ 44, อินโดนีเซียถืออยู่ ร้อยละ 40  และนักลงทุนไทยถืออยู่ประมาณร้อยละ ร้อยละ 50 ของสินทรัพย์ของพวกเขาในรูปของเงินสด 

อะไรคือสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้ก่อนการเรียนรู้เรื่อง 4 อัตราส่วนทางการเงิน

ก่อนที่จะศึกษาเกี่ยวกับ 4 อัตราส่วนทางการเงิน นักลงทุนมือใหม่ควรทำความคุ้นเคยกับแนวคิดของสภาพคล่องและอุปสรรคในการเข้าสู่การลงทุนเสียก่อน

สภาพคล่องของหุ้น เป็นการประเมินความสามารถในการแปลงเป็นเงินสดและเวลาในการทำธุรกรรมที่จะต้องใช้ของคุณ ยกตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนซื้อหุ้นในวันนี้ และต้องการเงินสดภายระยะสัปดาห์ ซึ่งมันจะเกี่ยวข้องกับความง่ายในการขายในตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม การซื้ออสังหาริมทรัพย์ส่วนตัวและความต้องการขายในระยะเวลาอันสั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะที่นักลงทุนจะต้องเป็นไปตามสภาวะตลาดและปัจจัยอื่น ๆ

อุปสรรคในการเริ่มต้นลงทุนเมื่อทำการพิจารณาทางเลือกการลงทุนบนพื้นฐานของการใช้จ่ายเริ่มต้นที่คาดไว้เมื่อการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ต้องมีการชำระเงินดาวน์ ร้อยละ 10-20 ซึ่งเป็นทางเลือกที่สร้างความท้อใจให้กับนักลงทุน ในทางตรงกันข้าม หุ้นและพันธบัตรมีอุปสรรคมากกว่าในการเริ่มลงทุน ก็ยิ่งทำให้เป็นตัวขับเคลื่อนการลงทุนที่น่าสนใจมากขึ้นไปด้วย

แนวคิดที่สาม ซึ่งมีความสำคัญคือ การทำวิจัย นักลงทุนมือใหม่มีแนวโน้มที่จะรับฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจากเพ่อน หรือโบรกเกอร์ ซึ่งไม่รับรองผลเสมอไป ในทางกลับกัน นักลงทุนควรทำการวิจัยหาข้อมลด้วยตนเองเพื่อประกอบการตัดสินใจที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและสภาวะความเสี่ยง เพราะแต่ละคนมีเส้นทางที่ไม่เหมือนกัน

การหารืออัตราส่วนทางการเงินในบทความนี้ เป็นตัวชี้วัดที่ดีของสภาวะของบริษัทที่คุณอาจจะพิจารณาลงทุน

4 อัตราส่วนทางการเงิน

1. การเติบโตของรายได้

การทำวิจัยที่ควรศึกษาของบริษัท คือ การเติบโตของรายได้ การวิจัยควรชี้ว่าหากรายได้ของบริษัทเติบโตขึ้นในอัตราที่ดีในช่วง 3 – 5 ปีที่ผ่านมา สัญญาณที่ดีของอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 5 ต่อปี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

นักลงทุนควรอ่านรายงานประจำปีของบริษัทและอุตสาหกรรมหรือสิ่งตีพิมพ์เผยแพร่เพื่อเพิ่มพูนความรู้เบื้องหลังของบริษัท ก่อนทำการประมาณการรายได้ที่จะเกิดขึ้นในปีที่จะมาถึง

2. อัตรากำไรสุทธิ

รายการต่อไปที่ต้องทำการค้นคว้าข้อมูลคือ อัตรากำไรสุทธิ ของบริษัท ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ดอกเบี้ย ภาษี และหุ้นปันผล

ตามคำแนะนำของตลาด อัตรากำไรสุทธิที่ 10% หรือมากกว่า สามารถพิจารณาได้ว่าบริษัทนี้มีผลประกอบการที่ดี  ควรจำไว้เสมอว่าอัตรากำไรสุทธิควรมากกว่า  7% เพื่อที่จะรับประกันการพิจารณา โดยขึ้นอยู่กับแต่ละอุตสาหกรรม

3. ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) หรือผลตอบแทนสุทธิที่ได้รับคำนวณยอดกำไรที่บริษัทสามารถทำได้ต่อเงินลงทุนในแต่ละส่วนแบ่งหุ้น โดยพื้นฐานแล้ว การวัดอัตราส่วนความสามารถในการทำกำไรของบริษัท สามารถทำได้จากกำไรที่บริษัทเปิดเผยกับจำนวนเงินทั้งหมดที่ผู้ถือหุ้นลงทุน

การเพิ่มสูงขั้นของอัตราส่วนนี้ แสดงให้เห็นการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ซึ่งขอแนะนำว่าอัตราส่วนผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ควรมากกว่า  15% จึงจะสามารถพิจารณาได้ว่าบริษัทนี้มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง

4. หนี้ต่อทุน

อัตราส่วนหนี้ต่อทุน (D/E) แสดงสัดส่วนความสัมพันธ์กันของผู้ถือหุ้นและตราสารหนี้ที่นำไปใช้ในการเงินของสินทรัพย์ของบริษัท สัดส่วนนี้หาได้โดยการนำหนี้สินทั้งหมดของบริษัทหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด อัตราส่วนนี้แสดงให้เห็นว่าหนี้สินของบริษัทมีผลต่อทางสินทรัพย์อย่างไร โดยเปรียบเทียบกับจำนวนหุ้นทั้งหมดที่มี

อัตราส่วนหนี้ต่อทุนที่ต่ำ หมายถึงจำนวนหนี้ที่แบกรับไว้ของบริษัทมีน้อย นักลงทุนควรมองหาบริษัทที่มีอัตราส่วนหนี้ต่อทุนที่ 0.5:1 หรือต่ำกว่า 

บทสรุป

ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สำคัญที่อีก ที่จะต้องพิจารณาก่อนก้าวเข้าสู่เส้นทางการลงทุน แต่รายการที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนั้น คืออัตราส่วนที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในการประเมินรายได้และศักยภาพของบริษัท

อัตราส่วนเหล่านี้ล้วนเป็นตัวชี้วัดที่ดีของประวัติการดำเนินงานและการคาดการณ์การดำเนินงานในอนาคตของอุตสาหกรรมทั้งหมด อย่างไรก็ตาม จำไว้เสมอควรศึกษาข้อมูลการลงทุนด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้นนี้แล้ว ก่อนการตัดสนใจ โดยมีหลายปัจจัยที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่การเริ่มต้น 

การเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ของบุคคลภายนอก

เว็ป ไซต์ นี้มีการเชื่อมโยงกับเว็ปไซต์ซึ่งมีบุคคลภายนอกเป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการ  ทั้งนี้ เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านเท่านั้น

กลุ่ม บริษัทโตเกียวมารีนประกันภัยจึงไม่มีอำนาจ ควบคุม รับรอง รับประกัน หรือยืนยันความถูกต้อง ความเหมาะสม ความน่าเชื่อถือหรือรับผิดชอบในเนื้อหาข้อมูลใดๆที่ปรากฎในเว็บไซต์ของบุคคล ภายนอก

กลุ่มบริษัทโตเกียวมารีนประกันภัยมิได้มีส่วน เกี่ยวข้องไม่ว่าในลักษณะใด ๆ กับเว็บไซต์ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้นจากการเข้าชมเว็ปไซต์ของบุคคล ภายนอก